“ลิตฟิก” นั้น...สำคัญไฉน?
เมื่อไหร่ก็ตามที่พบว่าความเป็นมนุษย์ ประเด็นทางสังคม และการเมือง ถูกหยิบขึ้นมาเป็นหัวข้อขับเคลื่อนในเรื่องราวที่ไม่ได้ถูกบอกเล่าตามโครงสร้าง 3 องก์ ให้สันนิษฐานได้เลยว่าหนังสือที่อยู่ในมือคุณอาจเป็นนิยายเชิงประพันธ์ (Literary Fiction) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ลิตฟิก (Lit Fic)”
ลิตฟิกคืออะไร?
นิยายเชิงประพันธ์เป็นนิยายที่ไม่เข้ากับประเภทที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เช่น นิยายรัก นิยายระทึกขวัญ นิยายวิทยาศาสตร์ หรือนิยายสืบสวนสอบสวนที่เน้นพล็อตเรื่องเป็นหลัก นิยายเชิงประพันธ์มักเน้นสภาวะต่าง ๆ ของตัวละคร และการกระทำใด ๆ ในเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อตัวละคร รวมไปถึงการทำความเข้าใจผลกระทบนั้น ๆ และนั่นคือจุดประสงค์หลักของการเล่าเรื่องในนิยายเชิงประพันธ์
ผู้เขียนนิยายเชิงประพันธ์มักใช้ภาษาการเล่าที่มีทำนองแบบใคร่ครวญหรือกระแสสำนึก เพื่อสำรวจประเด็นทางสังคมหรือการเมืองที่ส่งผลต่อชีวิตของตัวละคร แม้ในบางครั้งนิยายเชิงประพันธ์จะมีเนื้อหาคาบเกี่ยวกันกับนิยายประเภทอื่น แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดของนิยายเชิงประพันธ์จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากตัวละคร
ทั้งนี้ ยังมีอีกวิธีหนึ่งในการจำแนกนิยายเชิงประพันธ์ออกจากนิยายประเภทอื่น คือดูจากโครงสร้างเรื่องราว กล่าวคือนิยายเชิงประพันธ์ไม่ได้มีโครงเรื่องตายตัว และอาจมีหรือไม่มีโครงเรื่องที่ชัดเจนก็ได้ ซึ่งหมายความว่าตอนจบที่น่าพอใจไม่ใช่สิ่งที่รออยู่ในตอนท้ายเสมอไป เส้นแบ่งระหว่างคนดีและร้ายมักคลุมเครือ เช่นเดียวกับสาสน์ที่ผู้เขียนต้องการสื่อไปยังผู้อ่าน และเนื่องจากไม่มีโครงเรื่องที่ชัดเจนเพื่ออธิบายแรงจูงใจของตัวละครทุกตัว รายละเอียดที่จับต้องไม่ได้ อย่างการอุปมาอุปไมย และสัญลักษณ์ต่าง ๆ จึงมีบทบาทสำคัญมากในการเล่าเรื่อง
เนื่องจากต้องอาศัยการตีความและทำความเข้าใจในหลายมิติ หลายคนจึงพากันกล่าวขานว่านิยายเชิงประพันธ์นั้นเป็น “นิยายจริงจัง (Serious Fiction)”
แล้วทำไมต้องอ่านลิตฟิก?
กล่าวสั้นๆ คือ
ช่วยฝึกฝนให้เข้าใจถึงมุมมองและสภาวะของมนุษย์ในหลากหลายรูปแบบ
ลดอคติที่มีต่อผู้คนอื่น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสภาวะที่แตกต่างจากตัวเอง
ช่วยให้ทำความเข้าใจเรื่องราวที่ซับซ้อนในโลกได้ลึกขึ้น
ใน Personality and Social Psychology Bulletin นักวิชาการ Nicholas Buttrick, Erin C. Westgate และ Shigehiro Oishi พบว่าการอ่านนิยายเชิงประพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย “มีความสัมพันธ์กับโลกทัศน์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในชาวอเมริกัน” โดยนิยามโลกทัศน์ที่ซับซ้อนว่ามีลักษณะเฉพาะคือ “ความซับซ้อนในการให้เหตุผลที่เพิ่มขึ้น ความร่ำรวยทางจิตวิทยาที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ความเชื่อที่ว่าความไม่เท่าเทียมกันในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และความเชื่อที่ว่ามนุษย์โดยพื้นฐานแล้วมีเพียงแบบเดียวนั้นลดลง”
ผลการศึกษานี้มาจากการสำรวจชาวอเมริกัน 4 ครั้ง ซึ่งจัดขึ้น “เพื่อระบุความสัมพันธ์ระหว่างประเภทของหนังสือที่บุคคลอ่าน โดยสุ่มตัวอย่างอย่างกว้างขวางเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ระหว่างหัวข้อการอ่านที่หลากหลาย และความซับซ้อนของโลกทัศน์ของพวกเขา” ที่น่าสนใจคือ ผลการวิจัยพบว่า “การอ่านนิยายที่มีโครงเรื่องและตัวละครที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐานตั้งแต่อายุยังน้อย สามารถทำนายได้ว่าผู้อ่านจะมีมุมมองต่อโลกที่ซับซ้อนน้อยกว่า”
“เราพบว่าประสบการณ์ในนิยายสามารถเตือนผู้อ่านได้ว่าโลกนั้นเป็นสถานที่ที่ซับซ้อน ที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของมนุษย์อย่างมาก” นักวิจัยอ้าง “กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นิยายไม่ได้เพียงแค่ทำให้ผู้คนได้ฝึกฝนทางสังคมเท่านั้น แต่การนำเสนอความแตกต่าง ความแปลกใหม่ และแม้กระทั่งความสับสน ยังช่วยเน้นย้ำถึงแนวคิดที่ว่าโลกเป็นสถานที่อันยากต่อการทำความเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง”
อ้างอิง
บทความที่เกี่ยวข้อง




