to be loved is to be seen
พูดคุยกับจิเอรา ผู้เขียนวรรณกรรมสาวแปลก: ปีที่สูญ
ก่อนอื่นเลย นามปากกานี้มีที่มาอย่างไรคะ และช่วยบอกวิธีอ่านที่ถูกต้องให้หน่อย
(ขำ) อ่านว่า "จิ-เอ-รา" ค่ะ เหมือน ji ชนกับ era แต่ที่จริงชื่อนี้ออกเสียงว่าจีรานะ เป็นชื่อภาษาลิทัวเนียที่มีความหมายพ้องกับชื่อจริงของเรา ซึ่งก็คือจิรานันท์ ร่วมรากกันรึเปล่านี่ไม่แน่ใจ อาจจะต้องแทงเรื่องไปทางรายการภวันตุเตช่องพี่ Jito ทีแรกลังเลค่ะว่าจะใช้ชื่อไหนดีระหว่างชื่อจริงกับนามปากกา แต่คิดไปคิดมา เรื่องที่เราอยากเขียนส่วนใหญ่มันค่อนข้างจะมีความสตรีนิยม แล้วโดยปกติถ้าใช้ชื่อจริงแล้วก็ควรจะตามด้วยนามสกุลถูกมั้ย ไม่งั้นคนเขาก็ไม่รู้ว่าจิรานันท์ไหน แต่ว่านามสกุลเนี่ยเป็นสิ่งที่ตกทอดมาทางบรรพบุรุษฝ่ายชายทั้งนั้น เลยรู้สึกว่าไม่ค่อย on brand เท่าไหร่ ประกอบกับว่าเราเป็นคน commit to the bit อยู่แล้ว เลยตัดสินใจใช้ Jiera อย่างเดียวไปเลยดีกว่า แต่ว่าอยากให้ออกเสียงว่า จิเอรา เป็นการล้อเบียวๆ ว่า "ยุคสมัยแห่งจิ" อะไรอย่างงี้ แล้วก็จะได้ต่างจากในภาษาลิทัวเนียด้วย อีกอย่างโตขึ้นเราอยากเป็นดิวาอะ นึกออกมั้ย ที่ใช้ mononym แบบบียอนเซ เชอร์ เซนเดยา เจนนี่ (ขำ) เบียวมะ? (ขำ)
เห็นว่าปีที่สูญเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัวอยากทราบว่ามากน้อยแค่ไหน
ถ้าให้บอกเป็นเปอร์เซ็นต์เลยคงไม่ได้ เพราะบางเหตุการณ์ในหนังสือมันไม่ได้เกิดขึ้นจริงในระดับกายภาพ แต่เกิดขึ้นในจิตใต้สำนึกของเรา ซึ่งคนอื่นจะมองว่าส่วนนั้นเป็นส่วนที่เราแต่งขึ้นก็ได้ แต่เราก็อาจจะไม่ได้แต่งมันขึ้นเพราะมันมีอยู่จริงในจิตใจของเรา คือถ้าจะมองว่าสิ่งที่อยู่ในใจเป็นเรื่องแต่งงั้นความรู้สึกต่างๆ ก็ไม่ใช่ของจริงเหรอ อืม เราว่าไม่ใช่ จะมองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนเรื่องจริงอีกเวอร์ชันหนึ่งที่สีจัดกว่าก็พอได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นหรือคำทุกพูดของตัวละครจะจริงหรือออกมาจากเราโดยตรง จะให้บอกว่าตรงไหนจริงตรงไหนแต่งทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะเมื่อเราเขียนมันออกไปแล้ว จุดที่สำคัญยิ่งกว่าจริงหรือไม่จริง คือผู้อ่านตีความออกมาแบบไหนมากกว่าค่ะ
ถ้าอย่างนั้นเรียกว่าเป็น semi-autobiographical fictionได้ไหม
ถ้ามองในเชิงวิธีการเขียนจะเรียกอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่เราไม่อยากยึดว่ามันเป็นของเราคนเดียว เพราะเราเชื่อว่าประสบการณ์ที่เราหยิบใส่ลงไปในหนังสือเล่มนี้มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะกับเราเท่านั้น แต่คิดว่าต้องมีแน่นอน คนที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนึกในใจว่านี่เอาเรื่องฉันไปเขียนรึเปล่าเนี่ย ถ้ามีคนแบบนั้นอยู่จริง เราว่าเขาต้องคงการความรักมาก ๆ แล้วหลายครั้ง การถูกรักมันก็คือการได้รับความเข้าใจ to be loved is to be seen น่ะ และในกรณีนั้น การออกตัวว่าหนังสือเป็น semi-autobiographical fiction ของเราคนเดียวอาจจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ เรียกว่าจดหมายรักถึงเด็กที่เคยถูกเพิกเฉยน่าจะเหมาะกว่า ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะอายุเท่าไหร่กันแล้วก็ตาม
สาเหตุที่ไม่ใส่ชื่อตัวละครเป็นเพราะเหตุนี้ด้วยหรือเปล่า
สาเหตุที่ตัวละครไม่มีชื่อเป็นเพราะเล่าจากมุมมองของตัวเอกซึ่งต้องการหันกลับมาให้ความสำคัญกับตัวเอง การไม่ใส่ชื่อคือการลดทอนความสำคัญค่ะ เธออาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำอย่างนั้นลงไป แต่ก็ทำไปแล้ว และถ้ามองจากมุมภายนอกที่ไม่ใช่มุมของตัวเอก ก็จะพบว่าตัวละครอื่นเองก็ไม่เคยเอ่ยชื่อเธอให้คนนอกอย่างเราได้ยินเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันถ้ามองการกระทำประกอบร่วมด้วย เราอาจพบว่ามีตัวละครบางตัวที่ให้ความสำคัญกับตัวเอกจริงๆ เลยอาจจะมองได้ว่า ชื่อไม่ได้มีความสำคัญเท่าสิ่งที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกัน
ชื่อเรื่องมีที่มาอย่างไร
ตอนที่เราเริ่มเขียนเรื่องนี้ เราขบคิดถึงเรื่องราวหลายเรื่องที่ผ่านมาในชีวิต คิดเพื่อที่จะเอามาประกอบแล้วแต่งโยงเข้าหากันเป็นเรื่องในหนังสือนี่แหละ แต่การคิดพวกนี้ทำให้มีประโยคหนึ่งที่เรารำพึงกับตัวเอง แล้วมันติดอยู่ในหัวตลอดเวลา นั่นคือ: “Oh, all the wasted years...”
เป็นภาษาอังกฤษก่อนเหรอ
เป็นภาษาอังกฤษ แล้วอยู่ดีๆ มีเช้าวันหนึ่งที่เราตื่นมาเจอคลิปของ YouTuber ชาวอังกฤษคนหนึ่งที่ติดตามอยู่ เขาลงคลิปใหม่ชื่อว่า All the Wasted Years พอดี แปลกมาก เหมือนมีพลังงานที่มองไม่เห็นมาบอกว่า "ใช่ชื่อนี้สิ!" เราก็เลยโอเค "รับทราบค่ะท่าน" (หัวเราะ) ส่วนภาษาไทยเราอยากได้อะไรที่ความหมายใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษแต่ไม่เยิ่นเย้อ ไม่เอาคำคล้องจอง เลยได้ออกมาเป็น "ปีที่สูญ"
ชอบมาก รู้สึกว่าชื่อมันผูกอยู่กับสิ่งที่เรื่องต้องการจะสื่อด้วย
ใช่ มันเป็นชื่อที่เมื่ออ่านจบแล้วพลิกกลับมาดูปก ผู้อ่านอาจฉุกคิดขึ้นมาว่าเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นจริงมั้ย ถ้าจริงมันจริงถึงตรงไหน หรือว่ามันเป็นแค่เรื่องที่เกิดขึ้นในหัวของตัวละครเอกกันแน่ ในฐานะคนเขียน เราอยากให้ความสงสัยนั้นนำผู้อ่านกลับมามองวิธีการใช้ชีวิตของตัวเอง ฉุกคิดว่าเรา—ในฐานะมนุษย์ มาทำอะไรบนโลกใบนี้





